เล่นหุ้นด้วยตัวเอง วิธีเล่นหุ้นฉบับคนไม่มีเวลา

เล่นหุ้นด้วยตัวเอง วิธีเล่นหุ้นฉบับคนไม่มีเวลา หลายคนมีความคิดอยากเล่นหุ้น แต่ในใจยังกล้า ๆ กลัว ๆ และไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ต้องเปิดบัญชีอย่างไร ใช้เงินแค่ไหน แล้วซื้อ-ขายอย่างไรล่ะ ถ้ากำลังมึน ๆ กับเรื่องหุ้นอยู่ล่ะก็ ขอให้ตามกระปุกดอทคอมมาเลย เพราะเราได้รวบรวมข้อมูลพื้นฐานสำหรับมือใหม่ที่อยากเล่นหุ้นด้วยตัวเองมาบอกให้รู้แล้วล่ะ

รู้จักสักนิด หุ้น คืออะไร

หุ้น (Stock) ก็คือตราสารทุนที่บริษัทนั้นออกและเสนอขายให้ประชาชนทั่วไป เพื่อระดมทุนนำเงินที่ได้ไปลงทุนในกิจการของบริษัทนั้น ทั้งนี้ เมื่อเราลงทุนไปในหุ้นของบริษัทใด เราจะมีฐานะเป็น “เจ้าของกิจการ” ของบริษัทนั้น ถ้าบริษัทดำเนินไปได้ดี เราก็จะได้กำไร แต่ถ้าบริษัทมีปัญหา เราก็ประสบปัญหาขาดทุนได้ นี่ก็คือความเสี่ยงที่ได้จากการลงทุนในหุ้น ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่น เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ แต่ก็เป็นทางเลือกที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงเช่นกัน

ทุกวันนี้มนุษย์เงินเดือนหันมาสนใจออมเงินด้วยการลงทุนกันเยอะขึ้น ซึ่งการลงทุนในหุ้นก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนสนใจ แต่คนส่วนใหญ่มักติดปัญหาเรื่องเวลา เพราะไหนจะงานประจำที่ต้องยุ่งทั้งวันแล้ว จะให้เหลือเวลาไหนมานั่งเฝ้าดูราคาหุ้นได้ตลอดทั้งวันอีก

เรื่องนี้ความจริงแล้วการเล่นหุ้นไม่จำเป็นต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอตลอดเวลาก็ได้ หากเราเลือกแนวทางการลงทุนที่ถูกต้องและเหมาะสมกับตัวเอง วันนี้ กระปุกดอทคอม มีเคล็ดลับง่าย ๆ สำหรับคนที่อยากเล่นหุ้น แต่ไม่ค่อยมีเวลา มาฝากกัน

1. ซื้อหุ้นแบบ DCA

การเล่นหุ้นแบบ DCA (Dollar-Cost- Averaging) โดยซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยไปเรื่อย ๆ ในจำนวนเงินที่เท่า ๆ กันทุกงวด โดยไม่ต้องสนใจราคาในตอนนั้น เช่น หักทุก 10% ของเงินเดือนลงทุนในหุ้นไปเลยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้เราไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของราคาหุ้น เพราะมีการเฉลี่ยราคาจากการซื้อทุกเดือนอยู่แล้ว

วิธีนี้จึงเหมาะกับมือใหม่และคนที่ต้องการออมหุ้นระยะยาว ที่สำคัญยังเป็นการฝึกวินัยในการลงทุนด้วย ให้ความรู้สึกที่เหมือนกับการที่เราออมเงินด้วยการหยอดกระปุกเป็นประจำก็ว่าได้

2. ลงทุนแบบเน้นคุณค่า

การที่จะซื้อหุ้นแบบ DCA ประสบความสำเร็จดียิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือเราเลือกหุ้นพื้นฐานดีให้ได้ก่อน หรือที่มักเรียกกันว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวกับหุ้นดีในราคาที่เหมาะสม ทำให้ไม่ต้องคอยพะวงกับราคาที่อาจผันผวนรวดเร็ว

หลักการเบื้องต้นในการดูหุ้นพื้นฐานดี ควรเป็นบริษัทที่ไม่แกว่งตามภาวะตลาดมากจนเกินไป เป็นธุรกิจที่เติบโตมั่นคงต่อเนื่อง ไม่มีปัญหาขาดทุน หนี้สินไม่เยอะ และสภาพคล่องดี ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราสามารถวิเคราะห์ได้จากประวัติผลการดำเนินงานย้อนหลังของบริษัทนั้น ๆ

หรือหากใครไม่รู้ว่าจะเริ่มศึกษาจากหุ้นตัวไหนดี ก็สามารถเริ่มต้นจากหุ้นในกลุ่มดัชนี SET50 หรือ SET100 ก็ได้ เพราะเป็นการคัดกรองคร่าว ๆ จากตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วว่าเป็นกลุ่มบริษัทใหญ่ที่สภาพคล่องสูง

3. มองหาหุ้นปันผล

ถ้าอยากได้ผลตอบแทนทุก ๆ ปี โดยไม่ต้องมาคอยเก็งกำไรส่วนต่างราคา หุ้นปันผลสามารถตอบโจทย์นี้ได้ เหมาะกับคนที่อยากลงทุนแบบสบาย ๆ ความเสี่ยงต่ำ และรับเงินปันผลสม่ำเสมอ

หุ้นปันผลส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทที่เติบโตมาระยะหนึ่งแล้ว จึงทำให้มีความมั่นคง แต่อาจจะไม่ได้หวือหวามากนัก โดยวิธีหาหุ้นปันผลควรพิจารณาจากบริษัทที่จ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกปี มีนโยบายปันผลไม่น้อยกว่า 30 – 50% และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) มากกว่า 5% ต่อปี

ที่สำคัญต้องดูด้วยว่าเงินปันผลที่จ่ายให้นักลงทุนนั้น มาจากกำไรดำเนินงานของบริษัทจริงหรือเปล่า ไม่ใช่มาจากกำไรพิเศษที่เกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง หรือเป็นการกู้เงินมาจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น

4. เลือกหุ้นในกลุ่มที่ตัวเองสนใจ

การซื้อหุ้นก็เหมือนกับการที่เราเข้าไปร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น ๆ แน่นอนว่าหากเลือกลงทุนในกิจการที่ตัวเองมีความสนใจ หรือเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ก็ย่อมง่ายและใช้เวลาน้อยกว่าในการศึกษาข้อมูลพื้นฐานธุรกิจ

นอกจากนี้ หากเราอยู่ในสายงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้วด้วย ก็ยิ่งได้เปรียบในการคาดการณ์ภาวะตลาดของอุตสาหกรรม ซึ่งในตลาดหุ้นก็มีกลุ่มอุตสาหกรรมให้เลือกหลากหลายมากมาย ลองเลือกสักกลุ่มก็ได้ที่เข้ากับความถนัดของเรา

5. อย่าซื้อหุ้นในพอร์ตหลายตัวเกินไป

หลายคนชอบที่จะไล่เก็บหุ้นหลาย ๆ ตัวไว้ในพอร์ต ซึ่งก็มีข้อดีในการช่วยกระจายความเสี่ยง แต่หากเรามีหุ้นมากจนเกินไป รับรองว่ามีปัญหาตามมาแน่ เพราะเราจะไม่มีเวลาติดตามข้อมูลได้ครบถ้วน ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีของการลงทุนในตลาดหุ้น และสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน แนะนำว่าไม่ควรมีหุ้นในพอร์ตมากกว่า 5 ตัว

6. เลี่ยงหุ้นซิ่ง หุ้นเก็งกำไร

ถ้ารู้ตัวว่าไม่ค่อยมีเวลา เลี่ยงได้เลี่ยงดีกว่ากับ “หุ้นซิ่ง” โดยหวังเก็งกำไรจากราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นลงแบบรวดเร็ว เพราะไม่อย่างนั้น คุณจะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะ “ตกรถ” “ขายหมู” “ติดดอย” เพียงแค่เสี้ยววินาทีแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

7. ใช้แอปพลิเคชันเป็นตัวช่วย

สมัยนี้การเล่นหุ้นมีตัวช่วยเยอะมาก โดยเฉพาะเหล่าแอปพลิเคชันช่วยเทรดต่าง ๆ ที่ตั้งเวลาซื้อ-ขายแบบอัตโนมัติ เลือกได้เลยว่าจะให้ซื้อที่ราคาเท่าไหร่ หรือขายที่จุดไหน โดยไม่ตกกลัวว่าจะตกรถ หรือพลาดอะไรสำคัญ ๆ ไป เรียกว่าออกแบบมาให้นักลงทุนสายเทคนิคที่ทำงานประจำ สามารถเอาเวลาไปทำงานได้แบบสบายใจ

Categories: News